วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

Virus

 

Respiratory Syncytial virus (RSV)


                             
                                                    

        ไวรัส Respiratory Syncytial virus (RSV) เชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ไวรัส RSV เจริญเติบโตได้ดีในช่วงที่มีอากาศชื้นโดยเฉพาะหน้าฝน พบมากในเด็กเล็ก ไวรัส RSV ติดต่อกันได้ง่ายเพียงการสัมผัสใกล้ชิด และทางลมหายใจ

การติดต่อของโรค 

-เกิดได้ทั่วโลกมักระบาดในฤดูหนาวของประเทศแถวตะวันตกในประเทศไทยพบได้ตลอดปี แต่จะพบมากในช่วงปลายฝน ต้นหนาว ระหว่างเดือนกรกฎาคม-พฤศจิกายน

-ติดต่อได้ง่ายโดย การสัมผัสโดยตรงกับสารคัดหลั่ง ได้แก่ น้ำมูก เสมหะ น้ำลายของผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัสนี้ผ่านทางตาจมูกหรือทางการหายใจ โดยผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี ( RSV ) สามารถกระจายเชื้อให้ลอยปะปนอยู่ในอากาศภายในรัศมี 3 ฟุตผ่านทางการไอหรือจาม

-การติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี ( RSV )
ในผู้ป่วยบางรายอาจะเป็นได้ทั้งหลายครั้งเนื่องจากไวรัสตัวนี้มีหลายสายพันธุ์

-เกิดได้ทั่วโลกมักระบาดในฤดูหนาวของประเทศแถวตะวันตกในประเทศไทยพบได้ตลอดปี แต่จะพบมากในช่วงปลายฝน ต้นหนาว ระหว่างเดือนกรกฎาคม-พฤศจิกายน

-ติดต่อได้ง่ายโดย การสัมผัสโดยตรงกับสารคัดหลั่ง ได้แก่ น้ำมูก เสมหะ น้ำลายของผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัสนี้ผ่านทางตาจมูกหรือทางการหายใจ โดยผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี ( RSV ) สามารถกระจายเชื้อให้ลอยปะปนอยู่ในอากาศภายในรัศมี 3 ฟุตผ่านทางการไอหรือจาม

-การติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี ( RSV ) ในผู้ป่วยบางรายอาจะเป็นได้ทั้งหลายครั้งเนื่องจากไวรัสตัวนี้มีหลายสายพันธุ์

                                                                 
                                                                 


การพยากรณ์โรค

          ยังไม่ทราบกลไกในการเกิดที่ชัดเจน อาการของโรคเกิดจากร่างกายสร้างแอนติบอดีชนิดไอจีอี (IgE) ต่อเชื้ออาร์เอสวี (RSV) ทำให้เกิดปฏิกิริยาเหมือนโรคภูมิแพ้ ในระบบทางเดินหายใจมีการหลั่งสารออกมา ซึ่งมีผลทำให้หายใจมีเสียงวี้ด (wheezing) ตามมาได้ อาการจากการติดเชื้อเกิดจากการกระตุ้นปฏิกิริยา
ไวรัสอารืเอสวี (RSV) เป็นสาเหตุของการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง ในเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี ที่พบบ่อที่สุด
อับเสบต่อเนื่องในระบบการหายใจ ผลก็คือทำให้มีอาการเหล่านี้แบบเรื้อรังและต่อเนื่อง เด็กที่ติดเชื้ออาร์เอสวี (RSV) มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคหอบหืดมากกว่าคนปกติถึง 10 เท่า เมื่อโตขึ้น เด็กที่เป็นแล้วมีอาการแบบหลอดลมฝอยอักเสบรักษาหายแล้วก็กลับมาเป็นซ้ำอีก อาจจะทำให้มีภาวะเกิด ภูมิไวเกินที่หลอดลม แค่ติดเชื้อหวัดธรรมดาก็อาจกระตุ้นให้อาการหอบ มีเสมหะและไอมากกลับมาได้
ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคที่รุนแรง
-กลุ่มทารกที่คลอดก่อนกำหนด น้ำหนักตัวน้อยหรือภูมิต้านทานต่ำ โดยเฉพาะเด็กที่เป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด
-ผู้ที่มีภูมิต้านทานโรคไม่ดี เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว ผู้ป่วยที่มีโรคทางเดินหายใจและโรคหัวใจเรื้อรัง รวมทั้งเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ปี


อาการ

       เชื้อไวรัส RSV มีระยะฟักตัวประมาณ 2 – 6 วัน เด็กที่ติดเชื้อไวรัส RSV อาจมีอาการคล้ายไข้หวัด แต่อาการที่เกิดจากไวรัส RSV จะมีอาการหอบ เหนื่อย ร่วมด้วย บางคนหอบมากจนเป็นโรคปอดบวม หายใจหอบจนอกบุ๋ม หายใจแรงจนหน้าอกโป่ง หายใจออกลำบาก หรือหายใจมีเสียงวี้ดแบบหลอดลมฝอยอักเสบ บางรายไอมากจนอาเจียน ซึมลง ตัวเขียว กินข้าว กินน้ำ กินนมไม่ได้

การรักษา

    ในปัจจุบันยังไม่มียารักษาเชื้อไวรัสอ่ร์เอสวี (RSV) โดยตรง มีแต่การรักษาแบบประคับประคองตามอาการ ได้แก่ การให้ยาลดไข้ ยาแก้ไอ ยาขยายหลอดลม บางรายอาจต้องให้ออกซิเจน ถ้ามีเสมหะมาก อาจต้องทำการเคาะปอด และดุดเสมหะออก ยาต้านการอักเสบ ลิวโคไตรอีน ในรูปแบบยารับประทานที่ไม่มีสาร สเตียรอยด์ จะช่วยลดความรุนแรงของกอาการไอและหายใจหอบหืดน้อยลง


การป้องกันโรค

· ยังไม่มีวัคซีน
· หลีกเลี่ยงการพาเด้กไปในสถานที่แออัด
· ไม่ให้เด็กคลุกคลีกับเด็กที่เป็นหวัด
· เด็กที่อยู่ในห้องแอร์ หรือที่อาการเย็นให้สวมเสื้อผ้าหนาๆ ให้ความอบอุ่นเพียงพอ
· ล้างมือให้ด็กบ่อยๆ การล้างมือจะช่วยกำจัดเชื้อที่ติดมากับมือทุกชนิดได้กว่าร้อยละ 80
· หากมีเด็กป่วยในบ้าน หรื่อที่ศูนย์เลี้ยงเด็ก สถานที่รับเลี้ยงเด็กเล็ก ให้แยกเด็กป่วยออกจากเด็กปกติ ไม่ให้คลุกคลีกันและแยกเครื่องใช้เด็กที่ป่วยออกต่างหาก
· การป้องกันเด็กป่วยจากโรคทางเดินหายใจทุกชนิด โดยแนะนำให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ซึ่งเด็กจะได้รับภูมิต้านทานจากแม่ผ่านทางน้ำนม เด็กก็จะไม่ป่วยง่าย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น