เชื้อปรสิตชนิด Giardia lamblia ก่อให้เกิดโรค Giardiasis หรือ Lambliasis ผู้ติดเชื้ออาจเกิดอาการท้องเสียทำให้เกิดอาการขาดน้ำ
และลำไส้มีการผลิตเมือกออกมามาก มีอาการปวดท้อง ผายลมบ่อย และน้ำหนักลด
อุจจาระมีไขมันมากแต่ไม่มีเลือด
เนื่องจากปรสิตจะไปรบกวนการดูดซึมไขมันและสารอาหารของลำไส้
ซึ่งเป็นการเริ่มต้นของโรค ถ้าถุงน้ำดีมีการติดเชื้อจะทำให้เกิดอาการตัวเหลืองตาเหลืองและปวดท้อง ทำให้เกิดโรคลำไส้อักเสบ
การกระจายตัว
Giardia lamblia เป็นปรสิตที่พบได้ทั่วไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่อยู่ในเขตอบอุ่น
นอกจากนี้ยังเป็นโปรโตซัวที่พบได้บ่อยที่สุดในระบบทางเดินอาหาร ของมนุษย์
จากการศึกษาในประเทศไทยพบว่า Giardia lamblia เป็นโปรโตซัวในลำไส้ที่พบได้มากที่สุดคือร้อยละ
14.36 ของผู้ป่วยที่ส่งอุจจาระมาตรวจ
หาปรสิตในลำไส้ ผู้ที่มักจะติดเชื้อปรสิตชนิดนี้คือ
เด็กโดยเฉพาะเด็กที่อาศัยอยู่รวมกันมาก ๆ เช่น ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า
ซึ่งมีการศึกษา พบว่าเด็กที่อยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าในจังหวัดปทุมธานี
มีการติดเชื้อถึงร้อยละ 37.7
การติดต่อ
Giardiasis เป็นโรคที่ติดต่อได้ง่าย ระยะติดต่อของปรสิตชนิดนี้คือระยะซิสต์ซึ่งปกติแล้วจะปะปนมากับอุจจาระของผู้ติดเชื้อ การติดเชื้อจะเกิดจากการกินซิสต์แก่โดยการปนเปื้อน ของซิสต์ที่นิ้วมือ ในอาหารและน้ำ และการมีเพศสัมพันธ์ในลักษณะที่มีการปนเปื้อนของอุจจาระโดยเฉพาะในกลุ่มรักร่วมเพศ
วงจรชีวิตและการติดเชื้อ
เกิดจาก
ผู้ป่วยทาน อาหารหรือ น้ำดื่มที่มี เชื้อระยะ cyst ปะปนเข้าไปใน ทางเดินอาหาร จากนั้น trophozoites จะออกจาก
cyst มาอาศัย อยู่ในลำไส้เล็ก ตอนต้น โดยเฉพาะที่ crypts
ของเยื่อบุผนังลำไส้ บริเวณ duodenum และ jejunum
บริเวณส่วนอื่น ของลำไส้เล็ก ก็พบ ได้เช่นกัน เชื้อระยะ Trophozoites
เพิ่มจำนวน และขยายพันธุ์ โดยการแบ่งตัว ในลำไส้ และปะปน ออกมา
กับอุจจระ พร้อมระยะ cyst มากน้อย ขึ้นกับอาการ ของโรค
นอกจากนี้ยังพบ trophozoites ได้ที่ common bile duct
และ ถุงน้ำดี (gall bladder) โดยเฉพาะ
ภายในน้ำดี ได้มีผู้ตรวจ พบเชื้อ Giardia lambia ปะปนอยู่มาก
และเชื่อว่า น้ำดีเป็นตัว ช่วยในการ เจริญเติบโต ของปาราสิต ชนิดนี้ นอกจากนี้
ยังเชื่อว่า ถุงน้ำดี ท่อทางเดินน้ำดี และเยื่อบุผิวบริเวณ crypts ของลำไส้เล็กตอนต้น เป็นที่อยู่ ประจำ ของปาราสิต ชนิดนี้ นอกจากคนแล้ว
สัตว์เลี้ยงเช่น สุนัชและแมว พบเชื้อปาราสิตชนิดนี้ได้ และสามารถ ติดเชื้อ มาสู่คน
การติดเชื้อ ระหว่างคนกับคน โดยเชื้อปะปน มาในอาหาร และน้ำดื่มแล้ว ยังมีรายงาน
การติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ในหมู่รักร่วมเพศ
อาการและอาการแสดง
อาการที่เกิด กับเด็ก ย่อมแตกต่าง ไปจากผู้ใหญ่ โดยเฉพาะ
ในส่วนที่เกี่ยวข้อง กับ การเจริญเติบโต ผู้ป่วยจะมี อาการปวดท้อง ในเด็กเล็ก
อาการปวดท้อง มักแตกต่างกันไป อาจรู้สึก ปวดท้อง เล็กน้อย บริเวณ ยอดอก
จนถึงปวดบิด (colic) บางครั้ง เกิดปวดทันที
หลังทานอาหาร บางคน อาจกดเจ็บ บริเวณ ท้องพร้อมกับ มีอาการคลื่นไส้ หรืออาเจียนร่วมด้วย
การป้องกัน
การป้องกันจะขึ้นอยู่กับสุขอนามัยส่วนบุคคลที่ดี เช่น การล้างมือก่อนรับประทานอาหาร การตัดเล็บให้สั้นอยู่เสมอ นอกจากนี้การจัดการระบบสุขาภิบาล ที่ดีไม่ให้มีการปนเปื้อนของอุจจาระในสิ่งแวดล้อมซึ่งอาจทำให้มีการปนเปื้อนของระยะซิสต์ของ Giardia lamblia อยู่ในแหล่งน้ำธรรมชาติและแหล่งน้ำ ที่ใช้อุปโภคและบริโภค มีรายงานการปนเปื้อนของปรสิตชนิดนี้ในน้ำที่ใช้ในการอุปโภคและบริโภคในประเทศต่าง ๆ เช่น ประเทศรัสเซีย ประเทศอินเดีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในน้ำประปา เนื่องจากระยะซิสต์สามารถมีชีวิตอยู่ในน้ำประปาและยังคงมีความสามารถที่จะติดต่อไปยังผู้อื่นได้
ลักษณะเชื้อ
เชื้อ Giardia lamblia มี 2 ระยะ คือระยะโทรโฟซอยต์และระยะซิสต์ ระยะโทรโฟซอยต์จะมีลักษณะกลมทางด้านหน้าและเรียวแหลมลงมาด้านท้ายของเซลล์ ด้านหน้าของเซลล์จะแบนส่วนด้านหลังจะโค้งนูน มีขนาดกว้าง 5-15 ไมโครเมตร และยาว 9.5-21 ไมโครเมตร มีแฟลกเจลลาทั้งหมด 4 คู่ เนื่องจากนิวเคลียสที่อยู่เป็นคู่กันประกอบกับการมีแผ่นดูดทำให้ปรสิตชนิดนี้เมื่อถูกย้อมสีแล้วศึกษาดูด้วยกล้องจุลทรรศน์จะดูคล้ายคนใส่แว่นตาจ้องตอบมา ระยะซิสต์มีลักษณะเป็นรูปไข่ ขนาดกว้าง 7-10 ไมโครเมตร และยาว 8-12 ไม่มีแฟลกเจลลัมอิสระซิสต์อ่อนมีนิวเคลียส 2 ก้อน แต่ซิสต์แก่ซึ่งเป็นระยะติดต่อจะมีนิวเคลียส 4 ก้อน
รูปที่1 ระยะโทรโฟซอยต์ของ Giardia lamblia รูปที่2 ระยะซิสต์ของ Giardia lamblia
การวินิจฉัย
ตรวจหาระยะโทรโฟซอยต์และ/หรือซิสต์ในอุจจาระ การตรวจหา Giardia lamblia ในอุจจาระที่ส่งตรวจอาจไม่พบทุกครั้ง ดังนั้นการรายงานว่า ไม่พบการติดเชื้อ Giardia lamblia จะต้องทำการตรวจอุจจาระอย่างน้อย 3 ครั้ง วันเว้นวัน นอกจากนี้ยังสามารถตรวจหาปรสิตชนิดนี้ได้จาก ของเหลวในลำไส้เล็กที่ได้จากการใช้เครื่องมือที่จำเพาะดูดออกมา และยังสามารถตรวจได้โดยวิธีการตรวจทางภูมิคุ้มกันวิทยา
การรักษา
การรักษาทำได้โดยการให้ยา quinacrine หรือ metronidazole ซึ่งจะสามารถรักษาโรคนี้ได้ภายใน 7 วัน แต่การรักษาควรทำพร้อมกันทั้งครอบครัว เพื่อป้องกันการติดเชื้อครั้งใหม่ ในระหว่างสมาชิกภายในครอบครัวเดียวกัน การให้ยา quinacrine ทำได้โดยปริมาณยาที่ให้ในผู้ใหญ่คือ ครั้งละ 100 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร ส่วนในเด็กให้ ครั้งละ 2 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร ส่วน metronidozole ให้แบบเดียวกันกับ quinacrine แต่ปริมาณยาที่ให้ในผู้ใหญ่คือ ครั้งละ 250-400 มิลลิกรัม ในเด็กให้ครั้งละ 2 มิลลิกรัม นอกจากยาทั้งสองชนิดนี้แล้วยังมียาอีกชนิดหนึ่งคือ tinidazole ซึ่งในเด็กให้ยาในปริมาณ 50 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ให้ยาเพียงครั้งเดียว ซึ่งยาชนิดนี้ให้ผลการรักษาร้อยละ 96.1 แต่มีผลข้างเคียงคือ อาการปวดศีรษะในผู้ติดเชื้อบางราย
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น