วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

Bacteria

  

Escherichia coli (เอสเชอริเชีย โคไล หรือ เอเชอรีเกีย โคไล)

                         

                Escherichia coli (เอสเชอริเชีย โคไล หรือ เอเชอรีเกีย โคไล)  หรือเรียกโดยย่อว่า E. coli (อี. โคไล)  เป็นแบคทีเรียในกลุ่มโคลิฟอร์ม  เป็นตัวชี้การปนเปื้อนของอุจจาระในน้ำ  มีอยู่ตามธรรมชาติในลำไส้ใหญ่ของสัตว์และมนุษย์  แบคทีเรียชนิดนี้ทำให้เกิดอาการท้องเสียบ่อยที่สุด  ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่  ทำให้ถ่ายอุจจาระเหลว หรือเป็นน้ำ แต่อาการมักไม่รุนแรง เพราะทั้งเด็ก และผู้ใหญ่มักมีภูมิต้านทานอยู่บ้างแล้ว เนื่องจาก ได้รับเชื้อนี้เข้าไปทีละน้อยอยู่เรื่อย ๆ เชื้อนี้มักปนเปื้อนมากับอาหาร น้ำ หรือ มือของผู้ประกอบอาหาร ปกติเชื้อเหล่านี้อาจพบในอุจจาระได้อยู่แล้วแม้จะไม่มีอาการอะไร มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น พม่า ไทย ลาว กัมพูชา อินโดนิเซีย เป็นต้น

                                          

                      เชื้ออีโคไล หรือ Escherichia coli  เป็นหนึ่งในแบคทีเรียประจำถิ่นที่อาศัยอยู่ในลำไส้ของคนและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม  โดยปกติจะไม่ทำอันตรายหรือก่อโรคร้ายแรง มันกลับช่วยคนเราย่อยอาหาร และให้วิตามินบางชนิดแก่ร่างกาย  เช่น  วิตามินเค  วิตามินบีบางชนิด  อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมการทำงานและการเคลื่อนไหวของลำไส้ แต่ในทางกลับกัน การมีจำนวนเชื้ออีโคไลมากเกินไป หรือได้รับเชื้ออีโคไลสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดโรคผ่านทางการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อเหล่านี้เข้าไป เช่น อาหารที่ปรุงไม่สุก อาหารดิบ อาหารปรุงสุกที่ค้างคืนไว้นาน ผักผลไม้ที่ล้างไม่สะอาด น้ำที่มีการปนเปื้อนของเชื้อ  ก็อาจจะเป็นสาเหตุก่อให้เกิดอาการท้องเสีย หรืออาหารเป็นพิษได้ด้วย  แต่อาการท้องเสียส่วนใหญ่จะไม่รุนแรง ลักษณะถ่ายเหลวเป็นน้ำ ไม่มีมูกเลือด อาจมีไข้ ปวดท้อง ท้องอืด ไม่อยากอาหารบ้าง ซึ่งอาการเหล่านี้จะหายได้เองภายใน 1-2 วัน

ปัจจัยในการทำให้เกิดโรค

การที่ Escherichia coli ทำให้เกิดโรคได้เนื่องจากมี virulence factors หลายชนิด ที่ไม่พบใน Escherichia coli  ที่เป็นเชื้อประจำถิ่น อย่างน้อยที่สุดจะต้องมีปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ มีความสามารถที่จะเกาะติดกับเซลล์บางชนิดของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มีความสามารถที่จะบุกรุกและเข้าไปเจริญในเซลล์ของเยื่อบุผิวลำไส้

E. coli ก่อให้เกิดโรค

             1. โรคอุจจาระร่วงจะพบในกลุ่มคน 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นเด็กเล็ก เรียกโรคที่เกิดขึ้นว่า infantile diarrhea ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อ Enteropathogenic เด็กได้รับเชื้อปนมากับน้ำ น้ำนม อาหาร อีกกลุ่มหนึ่งเป็นโรคอุจจาระร่วงจาก E. coli คือ ผู้ใหญ่ที่เดินทางไปต่างถิ่น เรียกโรคนี้ว่า traveler's diarrhea เกิดจากเชื้อ Enteropathogenic E. coli ระยะฟักตัว 5-15 วัน มีอาการถ่ายอุจจาระเป็นน้ำ มีไข้ต่ำๆ   คลื่นไส้ อาเจียน
           2. โรคติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะมักมีสาเหตุมาจากเชื้อที่อาศัยอยู่ในลำไส้ของผู้ป่วยเอง การติดเชื้อแบบนี้พบบ่อยในผู้หญิง เนื่องจากท่อปัสสาวะค่อนข้างจะสั้นและตรงเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะ จึงทำให้เกิดโรคการติดเชื้อที่กระเพาะปัสสาวะ เกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ซึ่งอาจ จะลุกลามไปยังไตได้ด้วย
           3. โรคติดเชื้ออื่นๆ ที่เกิดจากเชื้อ E. coli เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบในเด็กเกิดใหม่ ปอดบวม แผลติดเชื้อ และโลหิตเป็นพิษ มักเกิดเนื่องจากการผ่าตัด การใช้เครื่องช่วยหายใจ การใช้สายสวนท่อปัสสาวะ

การแพร่กระจาย

       เชื้ออีโคไลจะเข้าสู่ร่างกายคนได้จากการรับประทานอาหาร หรือเครื่องดื่มที่มีเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้อยู่ ซึ่งส่วนมากจะพบในอาหารที่ปรุงไม่ถูกสุขลักษณะ

 อาการและอาการแสดงเมื่อติดเชื้อ

            เริ่มแรกผู้ป่วยจะมีอาการท้องร่วงเล็กน้อย จนกระทั่งรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และมีอาการปวดท้อง ถ่ายเหลว อาจจมีเลือดปน มีไข้ อาเจียน ถ้าหากไม่หายภายใน 10 วัน ควรไปพบแพทย์เป็นการด่วน ไม่เช่นนั้นผู้ป่วยจะเกิดภาวะเม็ดเลือดแดงแตก และไตวาย อาจจะทำให้เสียชีวิตในที่สุด นอกจากนี้ผู้ป่วยไม่ควรรับประทานยาระงับการถ่ายอุจจาระ เพราะยาประเภทนี้จะทำให้อาการป่วยรุนแรงขึ้นกว่าเดิม

การป้องกันและรักษา

          ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อแบคทีเรีย อีโคไล แต่ผู้ป่วยสามารถรับประทานยาแก้ปวดท้องได้ในเบื้องต้น และควรหลีกเลี่ยงยาแก้ปวดในกลุ่มสเตอรอยด์ เช่น ยาแอสไพริน เพราะจะยาตัวนี้จะไปทำลายไตของผู้ป่วย

วิธีป้องกันเชื้อ แบคทีเรียอีโคไล ในเบื้องต้น

          1. รับประทานอาหารที่ปรุงสุก และถูกสุขลักษณะ
          2. ควรเก็บอาหารประเภทเนื้อสัตว์ไว้ในอุณหภูมิต่ำ
          3. สำหรับผักสด ควรล้างน้ำให้สะอาด โดยการปล่อยน้ำไหลผ่านผักประมาณ 2 นาที
          4. ในการประกอบอาหารควรปรุงให้สุกในระดับอุณหภูมิ 71  องศาเซลเซียสขึ้นไป
          5. ยึดหลัก กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมืออยู่เสมอ
          6. เมื่อมีอาการท้องเสียขั้นรุนแรง ควรไปพบแพทย์โดยด่วน และอย่ารับประทานยาระงับถ่ายอุจจาระ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น