วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

Protozoa

 เชื้อ  Giardia lamblia


     เชื้อปรสิตชนิด Giardia lamblia  ก่อให้เกิดโรค  Giardiasis หรือ Lambliasis ผู้ติดเชื้ออาจเกิดอาการท้องเสียทำให้เกิดอาการขาดน้ำ และลำไส้มีการผลิตเมือกออกมามาก มีอาการปวดท้อง ผายลมบ่อย และน้ำหนักลด อุจจาระมีไขมันมากแต่ไม่มีเลือด เนื่องจากปรสิตจะไปรบกวนการดูดซึมไขมันและสารอาหารของลำไส้ ซึ่งเป็นการเริ่มต้นของโรค ถ้าถุงน้ำดีมีการติดเชื้อจะทำให้เกิดอาการตัวเหลืองตาเหลืองและปวดท้อง  ทำให้เกิดโรคลำไส้อักเสบ


การกระจายตัว

Giardia lamblia เป็นปรสิตที่พบได้ทั่วไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่อยู่ในเขตอบอุ่น นอกจากนี้ยังเป็นโปรโตซัวที่พบได้บ่อยที่สุดในระบบทางเดินอาหาร ของมนุษย์ จากการศึกษาในประเทศไทยพบว่า Giardia lamblia เป็นโปรโตซัวในลำไส้ที่พบได้มากที่สุดคือร้อยละ 14.36 ของผู้ป่วยที่ส่งอุจจาระมาตรวจ หาปรสิตในลำไส้ ผู้ที่มักจะติดเชื้อปรสิตชนิดนี้คือ เด็กโดยเฉพาะเด็กที่อาศัยอยู่รวมกันมาก ๆ เช่น ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ซึ่งมีการศึกษา พบว่าเด็กที่อยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าในจังหวัดปทุมธานี มีการติดเชื้อถึงร้อยละ 37.7


 การติดต่อ
          Giardiasis เป็นโรคที่ติดต่อได้ง่าย ระยะติดต่อของปรสิตชนิดนี้คือระยะซิสต์ซึ่งปกติแล้วจะปะปนมากับอุจจาระของผู้ติดเชื้อ การติดเชื้อจะเกิดจากการกินซิสต์แก่โดยการปนเปื้อน ของซิสต์ที่นิ้วมือ ในอาหารและน้ำ และการมีเพศสัมพันธ์ในลักษณะที่มีการปนเปื้อนของอุจจาระโดยเฉพาะในกลุ่มรักร่วมเพศ
วงจรชีวิตและการติดเชื้อ
                เกิดจาก ผู้ป่วยทาน อาหารหรือ น้ำดื่มที่มี เชื้อระยะ cyst ปะปนเข้าไปใน ทางเดินอาหาร จากนั้น trophozoites จะออกจาก cyst มาอาศัย อยู่ในลำไส้เล็ก ตอนต้น โดยเฉพาะที่ crypts ของเยื่อบุผนังลำไส้ บริเวณ duodenum และ jejunum บริเวณส่วนอื่น ของลำไส้เล็ก ก็พบ ได้เช่นกัน เชื้อระยะ Trophozoites เพิ่มจำนวน และขยายพันธุ์ โดยการแบ่งตัว ในลำไส้ และปะปน ออกมา กับอุจจระ พร้อมระยะ cyst มากน้อย ขึ้นกับอาการ ของโรค นอกจากนี้ยังพบ trophozoites ได้ที่ common bile duct และ ถุงน้ำดี (gall bladder) โดยเฉพาะ ภายในน้ำดี ได้มีผู้ตรวจ พบเชื้อ Giardia lambia ปะปนอยู่มาก และเชื่อว่า น้ำดีเป็นตัว ช่วยในการ เจริญเติบโต ของปาราสิต ชนิดนี้ นอกจากนี้ ยังเชื่อว่า ถุงน้ำดี ท่อทางเดินน้ำดี และเยื่อบุผิวบริเวณ crypts ของลำไส้เล็กตอนต้น เป็นที่อยู่ ประจำ ของปาราสิต ชนิดนี้ นอกจากคนแล้ว สัตว์เลี้ยงเช่น สุนัชและแมว พบเชื้อปาราสิตชนิดนี้ได้ และสามารถ ติดเชื้อ มาสู่คน การติดเชื้อ ระหว่างคนกับคน โดยเชื้อปะปน มาในอาหาร และน้ำดื่มแล้ว ยังมีรายงาน การติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ในหมู่รักร่วมเพศ

อาการและอาการแสดง

 อาการที่เกิด กับเด็ก ย่อมแตกต่าง ไปจากผู้ใหญ่ โดยเฉพาะ ในส่วนที่เกี่ยวข้อง กับ การเจริญเติบโต ผู้ป่วยจะมี อาการปวดท้อง ในเด็กเล็ก อาการปวดท้อง มักแตกต่างกันไป อาจรู้สึก ปวดท้อง เล็กน้อย บริเวณ ยอดอก จนถึงปวดบิด (colic) บางครั้ง เกิดปวดทันที หลังทานอาหาร บางคน อาจกดเจ็บ บริเวณ ท้องพร้อมกับ มีอาการคลื่นไส้ หรืออาเจียนร่วมด้วย

 การป้องกัน
         การป้องกันจะขึ้นอยู่กับสุขอนามัยส่วนบุคคลที่ดี เช่น การล้างมือก่อนรับประทานอาหาร การตัดเล็บให้สั้นอยู่เสมอ นอกจากนี้การจัดการระบบสุขาภิบาล ที่ดีไม่ให้มีการปนเปื้อนของอุจจาระในสิ่งแวดล้อมซึ่งอาจทำให้มีการปนเปื้อนของระยะซิสต์ของ  Giardia lamblia  อยู่ในแหล่งน้ำธรรมชาติและแหล่งน้ำ ที่ใช้อุปโภคและบริโภค มีรายงานการปนเปื้อนของปรสิตชนิดนี้ในน้ำที่ใช้ในการอุปโภคและบริโภคในประเทศต่าง ๆ เช่น ประเทศรัสเซีย ประเทศอินเดีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในน้ำประปา เนื่องจากระยะซิสต์สามารถมีชีวิตอยู่ในน้ำประปาและยังคงมีความสามารถที่จะติดต่อไปยังผู้อื่นได้ 
 ลักษณะเชื้อ
        เชื้อ Giardia lamblia   มี 2 ระยะ คือระยะโทรโฟซอยต์และระยะซิสต์ ระยะโทรโฟซอยต์จะมีลักษณะกลมทางด้านหน้าและเรียวแหลมลงมาด้านท้ายของเซลล์ ด้านหน้าของเซลล์จะแบนส่วนด้านหลังจะโค้งนูน มีขนาดกว้าง 5-15 ไมโครเมตร และยาว 9.5-21 ไมโครเมตร มีแฟลกเจลลาทั้งหมด 4 คู่ เนื่องจากนิวเคลียสที่อยู่เป็นคู่กันประกอบกับการมีแผ่นดูดทำให้ปรสิตชนิดนี้เมื่อถูกย้อมสีแล้วศึกษาดูด้วยกล้องจุลทรรศน์จะดูคล้ายคนใส่แว่นตาจ้องตอบมา ระยะซิสต์มีลักษณะเป็นรูปไข่ ขนาดกว้าง 7-10 ไมโครเมตร และยาว 8-12 ไม่มีแฟลกเจลลัมอิสระซิสต์อ่อนมีนิวเคลียส 2 ก้อน แต่ซิสต์แก่ซึ่งเป็นระยะติดต่อจะมีนิวเคลียส 4 ก้อน
รูปที่1 ระยะโทรโฟซอยต์ของ  Giardia lamblia รูปที่2 ระยะซิสต์ของ  Giardia lamblia 

 การวินิจฉัย
    
             ตรวจหาระยะโทรโฟซอยต์และ/หรือซิสต์ในอุจจาระ การตรวจหา Giardia lamblia  ในอุจจาระที่ส่งตรวจอาจไม่พบทุกครั้ง ดังนั้นการรายงานว่า ไม่พบการติดเชื้อ Giardia lamblia  จะต้องทำการตรวจอุจจาระอย่างน้อย 3 ครั้ง วันเว้นวัน นอกจากนี้ยังสามารถตรวจหาปรสิตชนิดนี้ได้จาก ของเหลวในลำไส้เล็กที่ได้จากการใช้เครื่องมือที่จำเพาะดูดออกมา และยังสามารถตรวจได้โดยวิธีการตรวจทางภูมิคุ้มกันวิทยา
 การรักษา 
      การรักษาทำได้โดยการให้ยา quinacrine หรือ metronidazole ซึ่งจะสามารถรักษาโรคนี้ได้ภายใน 7 วัน แต่การรักษาควรทำพร้อมกันทั้งครอบครัว เพื่อป้องกันการติดเชื้อครั้งใหม่ ในระหว่างสมาชิกภายในครอบครัวเดียวกัน การให้ยา quinacrine ทำได้โดยปริมาณยาที่ให้ในผู้ใหญ่คือ ครั้งละ 100 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร ส่วนในเด็กให้ ครั้งละ 2 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร ส่วน metronidozole ให้แบบเดียวกันกับ quinacrine แต่ปริมาณยาที่ให้ในผู้ใหญ่คือ ครั้งละ 250-400 มิลลิกรัม ในเด็กให้ครั้งละ 2 มิลลิกรัม นอกจากยาทั้งสองชนิดนี้แล้วยังมียาอีกชนิดหนึ่งคือ tinidazole ซึ่งในเด็กให้ยาในปริมาณ 50 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ให้ยาเพียงครั้งเดียว ซึ่งยาชนิดนี้ให้ผลการรักษาร้อยละ 96.1 แต่มีผลข้างเคียงคือ อาการปวดศีรษะในผู้ติดเชื้อบางราย

Helminth

โรคพยาธิเส้นด้ายหรือพยาธิเข็มหมุด Enterobiasis



เป็นโรคพยาธิตัวกลมเกิดจากเชื้อพยาธิชื่อ Enterobius vermicularis หรือที่เรียกว่าพยาธิเส้นด้าย โรคนี้ติดต่อง่าย มักจะพบเป็นทั้งครอบครัวหรือที่ที่คนอยู่เป็นหมู่ เช่น โรงเรีย เด็กเป็นมากกว่าผู้ใหญ่E. vermicularis adult, anterior end



วงจรชีวิต
Life cycle of Enterobius vermicularis
   พยาธิตัวแก่อาศัยอยู่ในตอนต้นของลำไส้ใหญ่ กลางคืนพยาธิตัวเมียจะออกมาวางไข่ใกล้ทวารหนักแล้วก็ตาย  .ไข่จะติดอยู่บริเวณนั้น หรื เครื่องนุ่งห่ม  ไข่จะกลายเป็นระยะติดต่อใน 24-36 ชั่วโมง เมื่อผู้ป่วยเกาก้นไข่ก็จะติดเล็บมือ เมื่อผู้ป่วยรับประทานอาหารโดยใช้มือจับอาหาร ก็กินไข่พยาธิเข้าไป การติดต่อระหว่างคนสู่อีกคนหนึ่งอาจจะเกิดได้ 4 วิธี วิธีที่หนึ่ง พบบ่อยที่สุดคือการติดต่อโดยตรงจากการกินไข่พยาธิที่ติดกับมือหรือติดตามเล็บ วิธีที่สอง ผู้ป่วยกินไข่พยาธิที่ติดตามเครื่องนุ่งห่ม หรือผ้าคลุมที่นอน วิธีที่สาม กินไข่พยาธิที่ปลิวอยู่ในอากาศ วิธีที่สี่ ไข่ฟักเป็นตัวอ่อนที่ทวารแล้ไชกลับในลำไส้ใหญ่ ไข่จะเจริญเป็นตัวอ่อนที่ลำไส้เล็ก   และจะเจริญเป็นตัวแก่ที่ลำไส้ใหญ่  .  ตั้งแต่ไข่ที่รับประทานเข้าไปจนกระทั่งเป็นตัวแก่ใช้เวลา 1 เดือน อายุโดยเฉลี่ยของตัวแก่ประมาณ 2
 เดือน 





อาการของโรค

        บางรายไม่มีอาการ หรืออาการไม่รุนแรง ส่วนมากคันทวารหนักเวลากลางคืน ทำให้เด็กนอนหลับไม่สนิท ร้องกวน บริเวณที่เกาอาจจะเกิดการอักเสบ และเกิดติดเชื้อแบคทีเรีย บางครั้งอาจจะทำให้เกิดการอักเสบของช่องคลอด เด็กจะหงุดหงิด ปวดท้อง น้ำหนักลด 


การวินิจฉัย

ตรวจพบไข่พยาธิจากบริเวณทวารหนัก โดยวิธีขูดหรือแตะทวารหนักด้วย Scotch tape ในเวลาตื่นนอนตอนเช้า
             พบพยาธิตัวแก่บริเวณทวารหนัก

ภาพแรกจากการใช้เทปปิด ส่วนอีกภาพเป็นการดูสดจะเหมือนรูปอักษรและมีตัวอ่อนอยู่ในไข่


การรักษา

      ให้ยา mebendazole รับประทาน 100 มก.เคี้ยวและกลืนครั้งเดียว
      ให้ยา pyrantel pamoate 10 มก./กก ให้ยาครั้งเดียว

การป้องกัน

      รักษาสุขอนามัย รับประทานอาหารโดยใช้ช้อน ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร ซักล้างเสื้อผ้า ตัดเล็บ ทำความสะอาดห้องน้ำ       ให้ยาถ่ายทุกคนที่เป็นโรคนี้

Bacteria

  

Escherichia coli (เอสเชอริเชีย โคไล หรือ เอเชอรีเกีย โคไล)

                         

                Escherichia coli (เอสเชอริเชีย โคไล หรือ เอเชอรีเกีย โคไล)  หรือเรียกโดยย่อว่า E. coli (อี. โคไล)  เป็นแบคทีเรียในกลุ่มโคลิฟอร์ม  เป็นตัวชี้การปนเปื้อนของอุจจาระในน้ำ  มีอยู่ตามธรรมชาติในลำไส้ใหญ่ของสัตว์และมนุษย์  แบคทีเรียชนิดนี้ทำให้เกิดอาการท้องเสียบ่อยที่สุด  ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่  ทำให้ถ่ายอุจจาระเหลว หรือเป็นน้ำ แต่อาการมักไม่รุนแรง เพราะทั้งเด็ก และผู้ใหญ่มักมีภูมิต้านทานอยู่บ้างแล้ว เนื่องจาก ได้รับเชื้อนี้เข้าไปทีละน้อยอยู่เรื่อย ๆ เชื้อนี้มักปนเปื้อนมากับอาหาร น้ำ หรือ มือของผู้ประกอบอาหาร ปกติเชื้อเหล่านี้อาจพบในอุจจาระได้อยู่แล้วแม้จะไม่มีอาการอะไร มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น พม่า ไทย ลาว กัมพูชา อินโดนิเซีย เป็นต้น

                                          

                      เชื้ออีโคไล หรือ Escherichia coli  เป็นหนึ่งในแบคทีเรียประจำถิ่นที่อาศัยอยู่ในลำไส้ของคนและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม  โดยปกติจะไม่ทำอันตรายหรือก่อโรคร้ายแรง มันกลับช่วยคนเราย่อยอาหาร และให้วิตามินบางชนิดแก่ร่างกาย  เช่น  วิตามินเค  วิตามินบีบางชนิด  อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมการทำงานและการเคลื่อนไหวของลำไส้ แต่ในทางกลับกัน การมีจำนวนเชื้ออีโคไลมากเกินไป หรือได้รับเชื้ออีโคไลสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดโรคผ่านทางการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อเหล่านี้เข้าไป เช่น อาหารที่ปรุงไม่สุก อาหารดิบ อาหารปรุงสุกที่ค้างคืนไว้นาน ผักผลไม้ที่ล้างไม่สะอาด น้ำที่มีการปนเปื้อนของเชื้อ  ก็อาจจะเป็นสาเหตุก่อให้เกิดอาการท้องเสีย หรืออาหารเป็นพิษได้ด้วย  แต่อาการท้องเสียส่วนใหญ่จะไม่รุนแรง ลักษณะถ่ายเหลวเป็นน้ำ ไม่มีมูกเลือด อาจมีไข้ ปวดท้อง ท้องอืด ไม่อยากอาหารบ้าง ซึ่งอาการเหล่านี้จะหายได้เองภายใน 1-2 วัน

ปัจจัยในการทำให้เกิดโรค

การที่ Escherichia coli ทำให้เกิดโรคได้เนื่องจากมี virulence factors หลายชนิด ที่ไม่พบใน Escherichia coli  ที่เป็นเชื้อประจำถิ่น อย่างน้อยที่สุดจะต้องมีปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ มีความสามารถที่จะเกาะติดกับเซลล์บางชนิดของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มีความสามารถที่จะบุกรุกและเข้าไปเจริญในเซลล์ของเยื่อบุผิวลำไส้

E. coli ก่อให้เกิดโรค

             1. โรคอุจจาระร่วงจะพบในกลุ่มคน 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นเด็กเล็ก เรียกโรคที่เกิดขึ้นว่า infantile diarrhea ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อ Enteropathogenic เด็กได้รับเชื้อปนมากับน้ำ น้ำนม อาหาร อีกกลุ่มหนึ่งเป็นโรคอุจจาระร่วงจาก E. coli คือ ผู้ใหญ่ที่เดินทางไปต่างถิ่น เรียกโรคนี้ว่า traveler's diarrhea เกิดจากเชื้อ Enteropathogenic E. coli ระยะฟักตัว 5-15 วัน มีอาการถ่ายอุจจาระเป็นน้ำ มีไข้ต่ำๆ   คลื่นไส้ อาเจียน
           2. โรคติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะมักมีสาเหตุมาจากเชื้อที่อาศัยอยู่ในลำไส้ของผู้ป่วยเอง การติดเชื้อแบบนี้พบบ่อยในผู้หญิง เนื่องจากท่อปัสสาวะค่อนข้างจะสั้นและตรงเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะ จึงทำให้เกิดโรคการติดเชื้อที่กระเพาะปัสสาวะ เกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ซึ่งอาจ จะลุกลามไปยังไตได้ด้วย
           3. โรคติดเชื้ออื่นๆ ที่เกิดจากเชื้อ E. coli เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบในเด็กเกิดใหม่ ปอดบวม แผลติดเชื้อ และโลหิตเป็นพิษ มักเกิดเนื่องจากการผ่าตัด การใช้เครื่องช่วยหายใจ การใช้สายสวนท่อปัสสาวะ

การแพร่กระจาย

       เชื้ออีโคไลจะเข้าสู่ร่างกายคนได้จากการรับประทานอาหาร หรือเครื่องดื่มที่มีเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้อยู่ ซึ่งส่วนมากจะพบในอาหารที่ปรุงไม่ถูกสุขลักษณะ

 อาการและอาการแสดงเมื่อติดเชื้อ

            เริ่มแรกผู้ป่วยจะมีอาการท้องร่วงเล็กน้อย จนกระทั่งรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และมีอาการปวดท้อง ถ่ายเหลว อาจจมีเลือดปน มีไข้ อาเจียน ถ้าหากไม่หายภายใน 10 วัน ควรไปพบแพทย์เป็นการด่วน ไม่เช่นนั้นผู้ป่วยจะเกิดภาวะเม็ดเลือดแดงแตก และไตวาย อาจจะทำให้เสียชีวิตในที่สุด นอกจากนี้ผู้ป่วยไม่ควรรับประทานยาระงับการถ่ายอุจจาระ เพราะยาประเภทนี้จะทำให้อาการป่วยรุนแรงขึ้นกว่าเดิม

การป้องกันและรักษา

          ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อแบคทีเรีย อีโคไล แต่ผู้ป่วยสามารถรับประทานยาแก้ปวดท้องได้ในเบื้องต้น และควรหลีกเลี่ยงยาแก้ปวดในกลุ่มสเตอรอยด์ เช่น ยาแอสไพริน เพราะจะยาตัวนี้จะไปทำลายไตของผู้ป่วย

วิธีป้องกันเชื้อ แบคทีเรียอีโคไล ในเบื้องต้น

          1. รับประทานอาหารที่ปรุงสุก และถูกสุขลักษณะ
          2. ควรเก็บอาหารประเภทเนื้อสัตว์ไว้ในอุณหภูมิต่ำ
          3. สำหรับผักสด ควรล้างน้ำให้สะอาด โดยการปล่อยน้ำไหลผ่านผักประมาณ 2 นาที
          4. ในการประกอบอาหารควรปรุงให้สุกในระดับอุณหภูมิ 71  องศาเซลเซียสขึ้นไป
          5. ยึดหลัก กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมืออยู่เสมอ
          6. เมื่อมีอาการท้องเสียขั้นรุนแรง ควรไปพบแพทย์โดยด่วน และอย่ารับประทานยาระงับถ่ายอุจจาระ

Virus

 

Respiratory Syncytial virus (RSV)


                             
                                                    

        ไวรัส Respiratory Syncytial virus (RSV) เชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ไวรัส RSV เจริญเติบโตได้ดีในช่วงที่มีอากาศชื้นโดยเฉพาะหน้าฝน พบมากในเด็กเล็ก ไวรัส RSV ติดต่อกันได้ง่ายเพียงการสัมผัสใกล้ชิด และทางลมหายใจ

การติดต่อของโรค 

-เกิดได้ทั่วโลกมักระบาดในฤดูหนาวของประเทศแถวตะวันตกในประเทศไทยพบได้ตลอดปี แต่จะพบมากในช่วงปลายฝน ต้นหนาว ระหว่างเดือนกรกฎาคม-พฤศจิกายน

-ติดต่อได้ง่ายโดย การสัมผัสโดยตรงกับสารคัดหลั่ง ได้แก่ น้ำมูก เสมหะ น้ำลายของผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัสนี้ผ่านทางตาจมูกหรือทางการหายใจ โดยผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี ( RSV ) สามารถกระจายเชื้อให้ลอยปะปนอยู่ในอากาศภายในรัศมี 3 ฟุตผ่านทางการไอหรือจาม

-การติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี ( RSV )
ในผู้ป่วยบางรายอาจะเป็นได้ทั้งหลายครั้งเนื่องจากไวรัสตัวนี้มีหลายสายพันธุ์

-เกิดได้ทั่วโลกมักระบาดในฤดูหนาวของประเทศแถวตะวันตกในประเทศไทยพบได้ตลอดปี แต่จะพบมากในช่วงปลายฝน ต้นหนาว ระหว่างเดือนกรกฎาคม-พฤศจิกายน

-ติดต่อได้ง่ายโดย การสัมผัสโดยตรงกับสารคัดหลั่ง ได้แก่ น้ำมูก เสมหะ น้ำลายของผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัสนี้ผ่านทางตาจมูกหรือทางการหายใจ โดยผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี ( RSV ) สามารถกระจายเชื้อให้ลอยปะปนอยู่ในอากาศภายในรัศมี 3 ฟุตผ่านทางการไอหรือจาม

-การติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี ( RSV ) ในผู้ป่วยบางรายอาจะเป็นได้ทั้งหลายครั้งเนื่องจากไวรัสตัวนี้มีหลายสายพันธุ์

                                                                 
                                                                 


การพยากรณ์โรค

          ยังไม่ทราบกลไกในการเกิดที่ชัดเจน อาการของโรคเกิดจากร่างกายสร้างแอนติบอดีชนิดไอจีอี (IgE) ต่อเชื้ออาร์เอสวี (RSV) ทำให้เกิดปฏิกิริยาเหมือนโรคภูมิแพ้ ในระบบทางเดินหายใจมีการหลั่งสารออกมา ซึ่งมีผลทำให้หายใจมีเสียงวี้ด (wheezing) ตามมาได้ อาการจากการติดเชื้อเกิดจากการกระตุ้นปฏิกิริยา
ไวรัสอารืเอสวี (RSV) เป็นสาเหตุของการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง ในเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี ที่พบบ่อที่สุด
อับเสบต่อเนื่องในระบบการหายใจ ผลก็คือทำให้มีอาการเหล่านี้แบบเรื้อรังและต่อเนื่อง เด็กที่ติดเชื้ออาร์เอสวี (RSV) มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคหอบหืดมากกว่าคนปกติถึง 10 เท่า เมื่อโตขึ้น เด็กที่เป็นแล้วมีอาการแบบหลอดลมฝอยอักเสบรักษาหายแล้วก็กลับมาเป็นซ้ำอีก อาจจะทำให้มีภาวะเกิด ภูมิไวเกินที่หลอดลม แค่ติดเชื้อหวัดธรรมดาก็อาจกระตุ้นให้อาการหอบ มีเสมหะและไอมากกลับมาได้
ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคที่รุนแรง
-กลุ่มทารกที่คลอดก่อนกำหนด น้ำหนักตัวน้อยหรือภูมิต้านทานต่ำ โดยเฉพาะเด็กที่เป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด
-ผู้ที่มีภูมิต้านทานโรคไม่ดี เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว ผู้ป่วยที่มีโรคทางเดินหายใจและโรคหัวใจเรื้อรัง รวมทั้งเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ปี


อาการ

       เชื้อไวรัส RSV มีระยะฟักตัวประมาณ 2 – 6 วัน เด็กที่ติดเชื้อไวรัส RSV อาจมีอาการคล้ายไข้หวัด แต่อาการที่เกิดจากไวรัส RSV จะมีอาการหอบ เหนื่อย ร่วมด้วย บางคนหอบมากจนเป็นโรคปอดบวม หายใจหอบจนอกบุ๋ม หายใจแรงจนหน้าอกโป่ง หายใจออกลำบาก หรือหายใจมีเสียงวี้ดแบบหลอดลมฝอยอักเสบ บางรายไอมากจนอาเจียน ซึมลง ตัวเขียว กินข้าว กินน้ำ กินนมไม่ได้

การรักษา

    ในปัจจุบันยังไม่มียารักษาเชื้อไวรัสอ่ร์เอสวี (RSV) โดยตรง มีแต่การรักษาแบบประคับประคองตามอาการ ได้แก่ การให้ยาลดไข้ ยาแก้ไอ ยาขยายหลอดลม บางรายอาจต้องให้ออกซิเจน ถ้ามีเสมหะมาก อาจต้องทำการเคาะปอด และดุดเสมหะออก ยาต้านการอักเสบ ลิวโคไตรอีน ในรูปแบบยารับประทานที่ไม่มีสาร สเตียรอยด์ จะช่วยลดความรุนแรงของกอาการไอและหายใจหอบหืดน้อยลง


การป้องกันโรค

· ยังไม่มีวัคซีน
· หลีกเลี่ยงการพาเด้กไปในสถานที่แออัด
· ไม่ให้เด็กคลุกคลีกับเด็กที่เป็นหวัด
· เด็กที่อยู่ในห้องแอร์ หรือที่อาการเย็นให้สวมเสื้อผ้าหนาๆ ให้ความอบอุ่นเพียงพอ
· ล้างมือให้ด็กบ่อยๆ การล้างมือจะช่วยกำจัดเชื้อที่ติดมากับมือทุกชนิดได้กว่าร้อยละ 80
· หากมีเด็กป่วยในบ้าน หรื่อที่ศูนย์เลี้ยงเด็ก สถานที่รับเลี้ยงเด็กเล็ก ให้แยกเด็กป่วยออกจากเด็กปกติ ไม่ให้คลุกคลีกันและแยกเครื่องใช้เด็กที่ป่วยออกต่างหาก
· การป้องกันเด็กป่วยจากโรคทางเดินหายใจทุกชนิด โดยแนะนำให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ซึ่งเด็กจะได้รับภูมิต้านทานจากแม่ผ่านทางน้ำนม เด็กก็จะไม่ป่วยง่าย